Showing posts with label อาหาร สุขภาพ. Show all posts
Showing posts with label อาหาร สุขภาพ. Show all posts

Thursday, October 2, 2008

เตือน! กินอาหารบางชนิดตอนท้องว่างเสี่ยงโรคถามหา


เพราะอาหารบางชนิดทานตอนท้องว่าง จะส่งผลให้กระเพาะทำงานหนัก ลดสมรรถภาพการทำงานของไต
ความหิวเป็นเรื่องที่ห้ามยากและไม่เข้าใครออกใคร แต่รู้ไหมว่าต่อให้หิวจนไส้ขาดก็ยังมีอาหารบางประเภทที่คุณๆ ควรจะหลีกเลี่ยง ถ้าเลือกที่จะรักษาสุขภาพในระยะยาวมากกว่าบรรเทาอาการท้องร้องในระยะสั้น

ทั้งนี้ที่บอกว่าท้องว่างแต่ห้ามกินนั้น ไม่ได้หมายความว่าห้ามกินอาหารใดๆเลย แล้วปล่อยให้ท้องร้องดังโครกครากต่อไปหรอกนะค่ะ แต่หมายถึงเวลาท้องว่างไม่ควรกินอาหารที่จะบอกต่อไปนี้ต่างหาก
เริ่มต้นกันที่.....
นม ไม่ว่าจะเป็นนมวัวหรือนมถั่วเหลืองก็ไม่ควรดื่ม นอกจากว่าจะกินกับขนมปังหรืออาหารจำพวกแป้ง


กล้วย
หลายคนคิดว่าเวลาท้องว่างต้องกินกล้วย หารู้ไม่นั่นเป็นความคิดที่ผิดโดยสิ้นเชิง เพราะถ้าเรากินกล้วยเวลาท้องว่าง จะส่งผลให้ปริมาณแมกนีเซียมในเลือดสูงขึ้น เพราะในกล้วยมีธาตุแมกนีเซียมสูงมาก และเกิดความไม่สมดุลกันระหว่างแคลเซียมและแมกนีเซียมในกระแสเลือด ซึ่งเป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดและหัวใจ

ผัก แน่นอนครับว่าผักอุดมไปด้วยวิตามินนานาชนิด แต่การกินผักอย่างเดียวเวลาท้องว่างก็จะทำให้กระเพาะอาหารเกิดอาการผิดปรกติ


น้ำตาล น้ำตาลหรืออาหารรสหวาน เพราะเมื่อโปรตีนรวมตัวกับน้ำตาลก็จะเป็นการลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไต และส่งผลต่อการดูดซึมโปรตีน

ชาชงแก่ๆ
แค่ชาอ่อนยังทำให้คนบางคนตาสว่าง ใจสั่นได้ นับประสาอะไรกับชาที่ชงแก่จัด การดื่มชาประเภทนี้ขณะท้องว่างจะทำให้เกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรง

กระเทียม
คิดว่าคงไม่มีใครกินกระเทียมเปล่าๆเวลาท้องว่าง แต่ก็จะบอกไว้ว่ากระเทียมจะไปกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร และทำให้เกิดอาการอักเสบอย่างรุนแรง

ลูกพลับ
ยางของลูกพลับเมื่อรวมตัวกับน้ำย่อยแล้ว จะทำให้มีอาการเจ็บหน้าอก คลื่นไส้ และเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ท้องว่างๆดื่มแต่แอลกอฮอล์อย่างเดียวก็ระวังโรคกระเพาะจะถามหาเอาได้นะ พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าการดื่มแอลกอฮอล์ในขณะที่กระเพาะเต็มไปด้วยอาหารจะไม่มีผลต่อสุขภาพ ขึ้นชื่อว่าแอลกอฮอล์ไม่ว่าจะดื่มตอนไหนก็มีแต่เสียกับเสียทั้งนั้น

เห็นไหมว่าการดูแลสุขภาพง่ายนิดเดียว ขอเพียงแต่ใส่ใจและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด สำหรับใครที่มีข้ออ้างยอดนิยมว่าไม่มีเวลาบ้าง ขี้เกียจบ้าง ก็ลองคิดดูว่าถ้าคนเราสุขภาพดีจากภายใน ความสดใสภายนอกก็จะตามมาเอง จากนั้นคุณก็จะดูดีมีเสน่ห์ขึ้นอีกเยอะเลย

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
(สสส.) มากค่ะ

Monday, September 22, 2008

การดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง

การดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง
การดื่มน้ำเมื่อท้องว่างผ่านกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาสุขภาพที่ดี ในประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้ เป็นที่นิยมดื่มน้ำทันที หลังจากตื่นนอนตอนเช้า (ก่อนแปรงฟัน) เพื่อการรักษาสุขภาพที่ดี มีการทดรองทางวิทยาศาสตร์ พบว่าน้ำสามารถใช้ชะลอความแก่ และสามารถบำบัดรักษาโรคเหล่านี้ได้ผล 100% (แบบค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช้ระยะเวลา) ปวดหัว ปวดตามตัว โรคระบบหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ โรคหัวใจเต้นเร็ว โรคลมบ้าหมู โรคอ้วน โรคหลอดลมอักเสบ โรคหืด วัณโรค อาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ โรคไตและยูริก โรคแสลงคลื่นไส้ต่างๆ โรคกระเพาะ โรคท้องร่วง โรคริดสีดวงทวาร โรคเบาหวาน โรคอาการท้องผูก โรคตา โรคภายในสตรี มะเร็ง รอบเดือนไม่ปกติ โรคคอ หู จมูก
วิธีการปฏิบัติ
1. ตื่นนอนตอนเช้า ก่อนแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำ 4 แก้ว ( 640 ซีซี )
2. หลังจากนั้นสามารถและล้างหน้าอาบน้ำได้ แต่ต้องไม่ดื่ม หรือรับประทานอะไร จนกว่า 45 นาทีผ่านไป จึงจะรับประทานได้ตามปกติ
3. หลังรับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ไปแล้ว 15 นาที ไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานอะไร จนกว่า 2 ชั่วโมงผ่านไป
4. ผู้ป่วย หรือคนชรา ที่ไม่สามารถดื่มน้ำ 4 แก้ว ก็ให้ค่อยๆ ดื่ม ค่อยเป็นค่อยไปเรื่อยๆ จนได้ครบ 4 แก้ว
ข้อปฏิบัติ 4 ข้อดังกล่าว จะทำให้ท่านบำบัดรักษาโรคที่เป็นอยู่ค่อยๆเบาและหายขาดได้ในที่สุด ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่อาจปัสสาวะบ่อยขึ้น แลหลังดื่มน้ำไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง จะปวดปัสสาวะ
จากสถิติข้อมูลโรคที่บำบัดรักษา ทำให้หายได้ภายในเวลา ดังนี้
1. โรคความดันโลหิตสูง 30 วัน
2. โรคกระเพาะ 10 วัน
3. โรคเบาหวาน 30 วัน
4. โรคท้องผูก 10 วัน
5. โรคมะเร็ง 180 วัน
6. โรควัณโรค 90 วัน
7. โรคไขข้ออักเสบจะเห็นผลภายใน 3 วัน

: teenee

Friday, September 19, 2008

วิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญสำหรับผู้หญิงเรา


ในแต่ละวันปริมาณของพลังงานขั้นต่ำสุด ที่ถือว่าเพียงพอต่อร่างกายผู้หญิงจะอยู่ที่ 25 แคลอรีต่อหนักหนักตัว 1 กิโลกรัม เพราะฉะนั้น ถ้าหากคุณมีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม คุณควรจะได้รับพลังงานจากอาหาร 1,250 แคลอรี ซึ่งประเภทของอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่
อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ข้าวโพด ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยวชนิดต่างๆ เผือก มันเทศ ฝรั่ง ผลไม้ที่มีแป้งและน้ำตาลสูง ฯลฯ โดยคาร์โบไฮเดรต 1 กรัมจะให้พลังงานแก่ร่างกาย 4 แคลอรี ตามปกติ คนเรามักจะรับประทานอาหารประเภทนี้
เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ในแต่ละวันไม่ควรจะรับประทานคาร์โบเดรตมากเกินครึ่งของแคลอรี่ทั้งหมดที่ร่างกายต้องการ กล่าวคือ หากแบ่งอาหารที่ให้พลังงานทั้งหมดออกเป็น 6 ส่วนใน 3 ส่วน ควรจะเป็นคาร์โบไฮเดรต
อาหารประเภทโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ นม ถั่วชนิดต่างๆ ปริมาณของโปรตีน 1 กรัมจะให้พลังงาน 4 แคลอรี โปรตีนนับเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความเจริญเติบโตของร่างกาย และช่วยแซมเซลล์ส่วนที่สึกหรอ ฉะนั้นในแต่ละวันจึงควรรับประทานอาหารประเภทนี้อย่างน้อย 2 ใน 6 ส่วนของปริมาณแคลอรีทั้งหมดที่ร่างกายต้องการ
อาหารประเภทไขมัน อย่างเช่น เนย น้ำมันพืช กะทิ และไขมัน สัตว์ต่างๆ ซึ่งล้วนแต่ให้พลังงานสูง ไขมันเพียง 1 กรัม จะให้พลังงานได้ถึง 9 แคลอรี ด้วยเหตุนี้ หากยังต้องการรักษาหุ่นดีๆ ให้อยู่กับคุณนานๆ จึงไม่ควรรับประทานอาหารประเภทนี้ มากเกิน 1 ใน 6 ส่วนของปริมาณแคลอรีทั้งหมด ที่ร่างกายต้องการ

นอกเหนือจากอาหาร 3 หมู่หลัก ที่ให้พลังงานแล้ว ร่างกายยังมีความต้องการวิตามิน และแร่ธาตุอื่นๆ อีกหลายชนิด ทั้งนี้วิตามิน และแร่ธาตุ ที่จำเป็นสำหรับสรีระร่างกายของผู้หญิงโดยเฉพาะ ได้แก่
โฟเลต ถ้าหากผู้หญิงได้รับวิตามินชนิดนี้น้อยเกินไป พวกเธอจะค่อยๆ เกิดอาการหงุดหงิด กระวน
กระวาย และความจำไม่ดี หรือหลงลืมง่าย ยิ่งไปกว่านั้นโฟเลตยังมีความสำคัญต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์อีกด้วย ฉะนั้น หญิงมีครรภ์จึงควรบำรุงโฟเลตเยอะๆ ซึ่งแหล่งอาหารที่อุดมด้วยโฟเลตก็คือ ผักสดชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผักกาดขาว ผักกาดแก้ว คะน้า กวางตุ้ง ใบโหระพา หรือพืชผักในตระกูลถั่ว เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา ถั่วเขียว นอกจากนั้นเนื้อสัตว์ ตับ นม และเนยแข็งก็มีโฟเลตอยู่มากพอสมควร
อย่างไรก็ดีโมเลกุลของโฟเลตเป็นอะไรที่สูญสลายได้ง่าย แค่คุณประกอบอาหารดังกล่าวด้วยความร้อนสูงเพียง 45 องศา อาหารนั้นก็แทบจะไม่เหลือโฟเลตให้คุณอีกเลย ฉะนั้นหากต้องการให้ได้คุณค่าของโฟเลตอย่างเต็มที่ ก็ควรจะรับประทานแบบสดๆ หรือพยายามให้อาหารผ่านความร้อนน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกพืชผัก ซึ่งมีผักอยู่หลายชนิดที่เราสามารถนำมารับประทานทั้งที่ยังสดๆ ได้อย่างปลอดภัย แต่สำหรับเนื้อสัตว์ และตับนั้น ห้ามนำมารับประทานแบบดิบๆ อย่างเด็ดขาด
เหล็ก สารอาหารที่จำเป็นต่อการช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือด ให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง สามารถลำเลียงออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทั่วร่าง
กายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญสำหรับความเป็นหญิง ผู้ซึ่งต้องสูญเสียเลือด และมีการผลิตเลือดใหม่ในทุกรอบเดือน ยิ่งทำให้ร่างกายไม่อาจขาดธาตุเหล็กได้ แหล่งอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ ตับ ไข่แดง ผักใบเขียว ถั่วเหลือง และพืชตระกูลถั่ว อย่างไรตามธาตุเหล็กจะสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น หากได้วิตามินซีเข้ามาช่วย
แคลเซียม แร่ธาตุที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความแข็งแรงของกระดูก และฟัน เป็นสารอาหารสำคัญอีกตัวหนึ่ง ที่ผู้หญิงไม่ควรขาด เพราะร่างกายของเพศหญิงโดยเฉพาะในวัยที่หมดประจำเดือนไปแล้ว จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนได้สูงกว่าชาย ทั้งนี้เป็นผลมาจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้การดูดซึมแคลเซียมเป็นไปได้ยาก แหล่งอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม ซึ่งหลายคนต่างก็รู้ดีว่ามีมากก็คือ นม นอกจากนี้ในพืชผักใบเขียวหลายชนิดอย่าง คะน้า ผักกระเฉด ยอดแค ผักขม ก็เพียบพร้อมไปด้วยแคลเซียมสูง ไม่แพ้นมเช่นกัน
แมกนีเซียม เป็นธาตุอาหารที่มีประโยชน์ต่อการช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่กระดูก และฟันอีกตัวหนึ่งโดยจะเข้าไปช่วยทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแคลเซียมให้พอเพียงกับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยควบคุมระบบการทำงานของประสาท ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกายด้วย แหล่งของอาหารที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ที่มีแมกนีเซียมอยู่มาก ได้แก่ ขนมปังโฮลวีต สาหร่าย กล้วย และผักใบเขียวต่างๆ

Thursday, September 18, 2008

กาแฟมีทั้งคุณและโทษ


เราเองเป็นคนหนึ่งที่ทานกาแฟ พูดได้ว่าติดเลยเหละ เลยหยิบเอาเรื่องของกาแฟมาเล่าสู่กันฟัง เพราะกาแฟเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตของคนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งประโยชน์ของกาแฟสามารถแยกแยะ

1.กาแฟช่วยระงับความเจ็บปวดโดยเฉพาะไมเกรน

2.สามารถรักษาโรคหืดในผู้ป่วยบางคนได้ด้วย

3.ช่วยป้องกันนิ่วและโรคถุงน้ำดีในผู้ชาย

4.ช่วยลดโอกาสเกิดโรคเบาหวาน

5.ช่วยลดความเสี่ยงของโรคตับแข็งและป้องกันมะเร็งในปลายลำไส้ใหญ่,กระเพาะปัสสาวะ

6.ช่วยลดโอกาสเกิดโรคหัวใจ


กาแฟมีประโยชน์ต่อร่างกายเยอะก็จริง แต่ถ้าเรากินเข้าไปในจำนวนที่มากจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่างๆกับร่างกายเราดังนี้

1.“ใจสั่น”เกิดจากการได้รับคาแฟอีนมากเกินไป

2.เพิ่มความดันให้กับคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง

3.ทำให้เกิดโรคนอนไม่หลับในบางคน

4.ทำให้เกิดความกังวล หงุดหงิดง่าย ในกรณีที่ดื่มมากเกินไป

5.ลดความสามารถในการมีลูกของผู้หญิง

6.เพิ่มอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุนของผู้หญิงหลังวัยหมดระดู และส่งผลต่อลูกในท้องถ้าแม่ดื่ม 8 ถ้วยต่อวันหรือ 48 ออนซ์ขึ้นไปกาแฟมีทั้งคุณและโทษ อาจจะงงว่าแล้วกินหรือไม่กินดี จึงมีการศึกษาว่าถ้าจะรับประทานกาแฟนั้น จะต้องดื่มไม่เกินวันละ 4 ถ้วยเท่านั้น(20 ออนซ์)

ดังนั้น ถ้าเราชอบกินกาแฟก็อย่ากินเกินวันละ 4 ถ้วยนะครับ มันจะเป็นอันตรายต่อร่างกายของเราค่ะ

Wednesday, September 17, 2008

"โยเกิร์ต" ช่วยอะไร

เชื่อไหมค่ะ ทานโยเกิร์ต วันละ 1 ถ้วยทำให้สุขภาพเราดี เป็นเพราะโยเกิร์ตเนื้อครีมข้น รสธรรมชาติ ขนาด 100 กรัม 1 ถ้วย ให้สารอาหารที่มีประโยชน์ใกล้เคียงกับนมสด 1 แก้ว อันได้แก่ แคลเซี่ยม โปรตีนที่มีคุณภาพ คาร์โบไฮเดรต รวมทั้งวิตามิน เอ บี 2 และบี 12 แถมโยเกิร์ตส่วนใหญ่มีการเติมนมผงพร่องมันเนยไปด้วย จึงมีปริมาณโปรตีน แคลเซี่ยม และพลังงานมากกว่านมสดเสียอีกคุณสมบัติที่เหนือกว่านมสดประการสำคัญ คือ โยเกิร์ตมีจุลินทรีย์มีชีวิตผสมอยู่ ซึ่งให้ประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ คือ

1. ช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตส ทำให้ผู้ที่ดื่มนมวัวไม่ได้ มีโอกาสได้รับสาร อาหารจากนมได้เต็มที่ โดยไม่เกิดอาการปวดท้อง แน่นท้อง หรือท้องเสีย

2. ช่วยย่อยใยอาหารบางชนิดที่ร่างกายไม่สามารถย่อยเองได้

3. เสริมสร้างการดูดซึมแคลเซี่ยมและธาตุเหล็ก

4. ช่วยป้องกันจุลินทรีย์ก่อโรคไม่ให้ทำอันตรายต่อร่างกาย

5. ควบคุมระบบนิเวศในระบบทางเดินอาหารให้อยู่ในสภาวะสมดุล

6. ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารภูมิคุ้มกันออกมาต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บนี่เองทำให้ผู้ที่รับประทานโยเกิร์ตทุกวันจึงมี ระบบขับถ่ายที่ดี มีรูปร่าง ผิวพรรณดี

และนอกจากนี้สุขภาพก็ยังแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วยอะไรนัก โยเกิร์ตได้รับการยกย่องว่า เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับคนทุกเพศทุกวัยอีกด้วย